อุปกรณ์ล็อค (Lockout-Tagout)
อปุกรณ์ล็อค Lockout Tagout (LOTO)
ทำความรู้จักกับความสำคัญของการใช้อุปกรณ์ล็อค หรือ Lockout Tagout (LOTO) และใช้อย่างถูกวิธี
Lockout Tagout (LOTO) คืออะไร
Lockout Tagout (LOTO) คือ ขั้นตอนปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยในการตัดแยกพลังงานอันตราย (Hazardous Energy Control) ก่อนที่จะทำการซ่อมบำรุง ติดตั้ง หรือทำความสะอาดเครื่องจักร เพื่อป้องกันไม่ให้พลังงานถูกเปิดใช้งานโดยไม่ได้ตั้งใจ
Lockout (การล็อค): การใช้อุปกรณ์ล็อค (เช่น กุญแจ) เพื่อตัดแยกแหล่งจ่ายพลังงาน
Tagout (การแขวนป้าย): การติดป้ายเตือนเพื่อแจ้งให้ทราบว่า "ห้ามเปิดใช้งาน" และใครเป็นผู้รับผิดชอบ


ทำไม LOTO ถึงสำคัญ?
ในโรงงานอุตสาหกรรม พลังงานไม่ได้มีแค่ "ไฟฟ้า" แต่รวมถึง ลม (Pneumatic), ไฮดรอลิก (Hydraulic), ความร้อน, และพลังงานสะสมในสปริง หากไม่มีการทำ LOTO อาจเกิดเหตุการณ์ดังนี้:
พนักงานถูกไฟดูดขณะซ่อมแผงวงจร
เครื่องจักรเดินเครื่องเองขณะพนักงานมุดเข้าไปใต้เครื่อง
สารเคมีหรือไอน้ำร้อนพุ่งฉีดใส่พนักงานขณะเปลี่ยนวาล์ว
วิธีการเลือกใช้อุปกรณ์ LOTO ให้ถูกต้องตามหน้างาน
การเลือกอุปกรณ์ต้องพิจารณาตามแหล่งพลังงาน (Energy Sources):
งานไฟฟ้า (Electrical): ต้องใช้ Circuit Breaker Lockout (ตัวล็อคเบรกเกอร์) และกุญแจที่เป็นฉนวน (Zenex™ หรือ Nylon Padlock) เพื่อป้องกันไฟฟ้าสถิตหรือการสปาร์ค

งานวาล์วและท่อส่ง (Valve): ต้องใช้ Gate Valve Lockout (ฝาครอบวาล์ว) หรือ Ball Valve Lockout เพื่อครอบคันโยกไม่ให้หมุนได้
งานสายเคเบิล (Universal Cable Lockout): เหมาะสำหรับล็อควาล์วหลายตัวพร้อมกัน หรือจุดล็อคที่อุปกรณ์ปกติเข้าไม่ถึง

ป้ายเตือน (Tagout): ต้องทนทานต่อสภาพแวดล้อม (กันน้ำ/กันน้ำมัน) และมีพื้นที่ให้เขียนชื่อผู้ล็อคและวันที่ชัดเจน

เพื่อให้พนักงานปฏิบัติงานได้อย่างปลอดภัยที่สุด การทำ Lockout Tagout (LOTO) ต้องทำตามลำดับขั้นตอนอย่างเคร่งครัด โดยอ้างอิงตามมาตรฐานสากล OSHA 1910.147 ซึ่งมี 6 ขั้นตอนหลักดังนี้
1.Preparation: เตรียมตัวและสำรวจแหล่งพลังงานทั้งหมด
2.Shutdown: ปิดเครื่องจักรตามขั้นตอนปกติ
3.3Isolation: ตัดแยกแหล่งพลังงาน (สับเบรกเกอร์/ปิดวาล์ว)
4.Lockout/Tagout: ทำการล็อคและแขวนป้าย
5.Stored Energy Check: ระบายพลังงานที่ค้างอยู่ (เช่น ลมค้างสาย หรือสปริงที่ตึง)
6.Verification: ตรวจสอบอีกครั้งว่าเครื่องเปิดไม่ติดจริงๆ ก่อนเริ่มงาน
ข้อควรระวัง เพราะข้อผิดพลาดยังคงอาจเกิดขึ้นได้ เช่น
ข้อผิดพลาดมักพบในงานเกี่ยวกับไฟฟ้า
ใช้กุญแจเหล็กธรรมดา: เมื่อเกิดไฟรั่ว กุญแจเหล็กจะกลายเป็นตัวนำไฟฟ้าส่งตรงถึงมือช่าง
ไม่ตรวจสอบพลังงานค้าง: ในระบบไฟฟ้าอาจมี คาปาซิเตอร์ (Capacitor) ที่เก็บประจุไฟไว้ แม้จะตัดไฟแล้วแต่ยังสามารถดูดจนเสียชีวิตได้
ฝากกุญแจไว้ที่คนอื่น: กฎเหล็กของ LOTO คือ "One Person, One Lock, One Key" (หนึ่งคน หนึ่งกุญแจ หนึ่งดอก) ห้ามใช้กุญแจร่วมกันเด็ดขาด
อุปกรณ์ล็อคแม่กุญแจนิรภัยแบบ KA & KD
อุปกรณ์ล็อคแม่กุญแจนิรภัยแบบ KA (Keyed Alike) คือ กุญแจทุกดอกในกลุ่มสามารถเปิดแม่กุญแจเดียวกันได้ทั้งหมด ทำให้สะดวกสำหรับกลุ่มงานที่ต้องการใช้กุญแจดอกเดียวเปิดหลายแม่กุญแจ, ส่วน KD (Keyed Differ) คือ กุญแจแต่ละดอกเปิดได้เฉพาะแม่กุญแจของตัวเองเท่านั้น มีความปลอดภัยสูงและใช้สำหรับระบบที่ต้องการความปลอดภัยเฉพาะบุคคล. ทั้งสองแบบใช้ในการทำ Lockout/Tagout (LOTO) เพื่อป้องกันการทำงานของเครื่องจักรโดยไม่ตั้งใจในงานบำรุงรักษา โดยมีทั้งแบบเป็นชุดและสามารถปรับแต่งระบบกุญแจได้ เช่น มี Master Key (MK) หรือ Grand Master Key (GMK) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น
ความแตกต่างหลักระหว่าง KA และ KD :
KA (Keyed Alike)
ลักษณะ: กุญแจดอกเดียวเปิดได้หลายแม่กุญแจ (เช่น กุญแจดอกที่ 1 เปิดได้ทั้งตู้ 1, 2, 3)
การใช้งาน: เหมาะสำหรับทีมงานที่ต้องการความสะดวกในการเข้าถึงอุปกรณ์หลายชิ้นด้วยกุญแจดอกเดียว
ข้อดี: สะดวก รวดเร็ว
KD (Keyed Differ)
ลักษณะ: กุญแจแต่ละดอกมีรหัสเฉพาะ เปิดได้เฉพาะแม่กุญแจของตัวเอง (เช่น กุญแจดอกที่ 1 เปิดได้แค่ตู้ 1)
การใช้งาน: เหมาะสำหรับแยกการควบคุมและการเข้าถึงของแต่ละบุคคลหรือแต่ละแผนก
ข้อดี: ปลอดภัยสูง ไม่มีการใช้กุญแจดอกเดียวกันเปิดได้หลายแม่กุญแจ
ระบบกุญแจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง:
MK (Master Key): กุญแจหลักที่สามารถเปิดแม่กุญแจได้หลายชุดที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน (อาจเป็นกลุ่ม KA หรือ KD)
GMK (Grand Master Key): กุญแจระดับสูงที่สามารถเปิดกลุ่มกุญแจได้หลายกลุ่ม (Master Key)
การเลือกใช้งาน:
เลือก KA: เมื่อต้องการให้ทีมงานหลายคนใช้กุญแจดอกเดียวเปิดอุปกรณ์ที่กำหนดได้ทั้งหมด
เลือก KD: เมื่อต้องการให้แต่ละคนเข้าถึงอุปกรณ์เฉพาะของตนเองเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
เลือก MK/GMK: เมื่อต้องการบริหารจัดการกุญแจจำนวนมากและต้องการกุญแจควบคุมพิเศษ

ตัวอย่างข่าวที่เกิดเหตุจากการละเลยในการติดป้ายและล็อคอุปกรณ์

จากการสอบสวน ทราบว่า ผู้เสียชีวิต ได้เข้าไปซ่อมแซมเครื่องจักรภายในถังเหล็กขนาดใหญ่เพียงลำพัง โดยก่อนเริ่มงาน ได้ปิดสวิตช์เครื่องจักรเพื่อความปลอดภัย แต่ระหว่างที่อยู่ภายในถัง คาดว่า มีคนงานรายอื่นไม่ทราบว่ามีการซ่อมแซมอยู่ จึงเผลอกดสวิตช์เปิดเครื่อง ทำให้ใบพัดภายในหมุนและตัดร่างจนเสียชีวิตคาที่
จากข้อมูลและสถิติทั้งหมดที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าอุปกรณ์ล็อคเซฟตี้ไม่ใช่เพียงแค่เครื่องมือชิ้นหนึ่งในโรงงาน แต่มันคือปราการด่านสุดท้ายที่จะรักษาชีวิตของคนทำงานไว้ได้
" อุบัติเหตุส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากความบกพร่องของเครื่องจักร แต่เกิดจากการ "ขาดระบบการสื่อสารที่ชัดเจน" และ "การปล่อยให้มีพลังงานอันตรายตกค้างโดยไม่มีการล็อคป้องกัน"
แหล่งข้อมูล
https://www.jorportoday.com/lockout-tagout/
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1282804817206708&set=a.633851232102073



